ประวัติ เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของ Le Du และ Nusara

admin

ประวัติ เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร จากนักเศรษฐศาสตร์สู่เชฟเจ้าของ Le Du และ Nusara พร้อมแนวคิด Colorful Thai Cuisine และผลงานสำคัญ

เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร หรือ Chef Ton คือเชฟและผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันวัตถุดิบไทยและอาหารไทยร่วมสมัยสู่เวทีโลก จากอดีตนักเศรษฐศาสตร์และวาณิชธนกร เขาเลือกกลับไปเรียนครัวอย่างจริงจังในสหรัฐอเมริกา ก่อนนำประสบการณ์จากร้านระดับมิชลินในนิวยอร์กกลับมาเปิด Le Du และต่อยอดสู่ Nusara, Baan, Samut, Lahnyai รวมถึงร้านอีกหลายรูปแบบ

ชื่อ ธิติฏฐ์ “ต้น” ทัศนาขจร (Thitid Tassanakajohn)
บทบาท เชฟ เจ้าของร้านอาหาร และ Certified Sommelier
ร้านเด่น Le Du, Nusara, Baan, Samut, Lahnyai, Le Du Kaan และร้านในเครืออื่น ๆ
การศึกษา เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, MBA Hospitality จาก Johnson & Wales University และ Culinary Institute of America
แนวคิดอาหาร Colorful Thai Cuisine และการใช้วัตถุดิบไทยตามฤดูกาล

เส้นทางจากนักเศรษฐศาสตร์สู่เชฟมืออาชีพ

เชฟต้นเติบโตมากับรสอาหารฝีมือคุณแม่และคุณยาย แต่เส้นทางการศึกษาเริ่มจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังเรียนจบเขาเคยทำงานด้านวาณิชธนกิจ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสายไปสู่อาชีพที่รัก ครอบครัวตั้งเงื่อนไขให้เรียนปริญญาโทให้เสร็จก่อน เขาจึงเรียน MBA ด้าน Hospitality ที่ Johnson & Wales University และเรียนจบภายในเวลาประมาณ 18 เดือน

จากนั้นเขาเข้าเรียนที่ Culinary Institute of America และจบด้วยผลการเรียนระดับต้นของรุ่น ช่วงทำงานในนิวยอร์กได้ฝึกฝนกับร้านสำคัญอย่าง Eleven Madison Park, The Modern และ Jean-Georges ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเห็นระบบครัวระดับสูง การจัดลำดับเมนู และการบริการที่แม่นยำ แต่สิ่งที่นำกลับมาเป็นแกนหลักไม่ใช่การเลียนแบบอาหารตะวันตก หากเป็นความเชื่อว่าวัตถุดิบกับรสไทยสามารถยืนอยู่ในระดับเดียวกันได้

เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ที่ร้าน Nusara

Le Du จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนภาพอาหารไทยร่วมสมัย

หลังกลับประเทศไทย เชฟต้นเปิด Le Du ในปี 2013 ชื่อร้านพ้องเสียงกับคำว่า “ฤดู” สื่อถึงการเลือกวัตถุดิบในช่วงเวลาที่เหมาะสม เมนูของร้านนำเทคนิคจากครัวสากลมาช่วยขับเนื้อสัมผัสและรสชาติ แต่ยังยึดวัตถุดิบไทยและความทรงจำเกี่ยวกับอาหารไทยเป็นฐาน

Le Du ได้รับหนึ่งดาวมิชลินและขึ้นอันดับหนึ่ง Asia’s 50 Best Restaurants ในปี 2023 ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำอาหารไทยให้ดูเป็นตะวันตก แต่เกิดจากการอธิบายภูมิประเทศ ฤดูกาล และรสชาติของไทยด้วยภาษาที่ผู้กินต่างวัฒนธรรมเข้าใจได้ จานอย่างข้าวแช่ที่ตีความใหม่จึงยังเชื่อมกับต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างแบบ Tasting Menu ที่ชัดเจน

Nusara ความทรงจำถึงคุณยายและ Colorful Thai Cuisine

Nusara เปิดในปี 2020 โดยตั้งชื่อตามคุณยายของเชฟต้นและเชฟตาม ผู้เป็นน้องชาย ร้านเกิดจากความต้องการเก็บความทรงจำเรื่องอาหารในครอบครัวไว้ใกล้ตัว แนวทางของร้านถูกเรียกว่า “Colorful Thai Cuisine” ซึ่งไม่ต้องเลือกระหว่างความดั้งเดิมกับความสมัยใหม่ แต่ใช้ความสนุก สีสัน และเรื่องราวของแต่ละยุคมาอยู่ร่วมกัน

ลำดับมื้อเริ่มจากของกินเล่นขนาดเล็ก ก่อนเข้าสู่อาหารจานใหญ่แบบแบ่งกันรับประทานคล้ายสำรับครอบครัว ทำให้ความหรูของไฟน์ไดนิ่งไม่ตัดขาดจากวิธีกินแบบไทย Nusara ยังเชื่อมกับย่านท่าเตียนและวิวเมืองเก่า ช่วยให้บริบทของสถานที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังสำหรับถ่ายรูป

สำรับอาหารไทยจาก Nusara ของเชฟต้น ธิติฏฐ์

ความรู้เรื่องไวน์ที่กลายเป็นจุดแข็ง

นอกจากทำอาหาร เชฟต้นยังเป็น Certified Sommelier จาก Court of Master Sommeliers ความรู้ด้านไวน์ทำให้การออกแบบเมนูมองไปไกลกว่าจานเดี่ยว เขาสามารถวางความเข้ม รสเปรี้ยว ความเผ็ด และกลิ่นสมุนไพรให้สัมพันธ์กับเครื่องดื่มตลอดมื้อ ทักษะนี้มีประโยชน์มากกับอาหารไทยซึ่งมีรสหลายมิติและมักจับคู่กับไวน์ได้ยากกว่าที่คนทั่วไปคิด

มุมมองแบบเชฟและซอมเมอลิเยร์ในคนเดียวกันยังส่งผลต่อการฝึกทีมบริการ เพราะการอธิบายอาหาร เครื่องดื่ม และที่มาของวัตถุดิบต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์ของแขกจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับครัวเท่านั้น แต่รวมถึงจังหวะเสิร์ฟ การเล่าเรื่อง และความเข้าใจของทีมหน้าร้าน

ร้านอาหารในเครือที่สะท้อนหลายด้านของเชฟต้น

  • Le Du: อาหารไทยร่วมสมัยตามฤดูกาลแบบ Tasting Menu
  • Nusara: สำรับไทยร่วมสมัยที่สร้างจากความทรงจำถึงคุณยาย
  • Baan: อาหารไทยกินง่ายในบรรยากาศครอบครัว
  • Samut: เล่าเรื่องวัตถุดิบและอาหารทะเลภาคใต้ที่ภูเก็ต
  • Lahnyai: ตีความตำรับอาหารไทยและมรดกทางวัฒนธรรม
  • Le Du Kaan: มุมมองอาหารไทยร่วมสมัยควบคู่บรรยากาศเมืองจากอาคารสูง

การมีร้านหลายรูปแบบช่วยให้เชฟต้นสื่อสารอาหารไทยกับคนหลายกลุ่ม ตั้งแต่มื้อสบาย ๆ ไปจนถึงไฟน์ไดนิ่งเต็มประสบการณ์ แต่ละร้านมีบุคลิกต่างกัน จึงไม่ใช่การทำสำเนา Le Du ซ้ำหลายสาขา

จุดเด่นที่ทำให้เชฟต้นมีอิทธิพลต่อวงการอาหาร

จุดสำคัญไม่ใช่เพียงอันดับหรือรางวัล แต่คือการสร้างตัวอย่างว่าร้านอาหารไทยสามารถพัฒนาทีม ระบบ และแบรนด์ให้แข่งขันในระดับนานาชาติได้ เชฟต้นทำงานทั้งในบทบาทเชฟ ผู้ประกอบการ เมนเทอร์ และกรรมการรายการอาหาร จึงเชื่อมโลกครัวมืออาชีพกับผู้ชมวงกว้าง

เขายังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบท้องถิ่นและผู้ผลิตไทย การนำชื่อแหล่งวัตถุดิบ ฤดูกาล และภูมิภาคมาอยู่ในบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ช่วยให้คนกินมองเห็นคุณค่าที่มากกว่าราคา ขณะเดียวกันความสำเร็จของ Le Du และ Nusara เปิดพื้นที่ให้เชฟไทยรุ่นใหม่เชื่อว่าการเล่าเรื่องของตนเองสามารถเดินทางไปสู่เวทีโลกได้

เหมาะกับใครที่อยากติดตามผลงานเชฟต้น

  • คนเริ่มรู้จักไฟน์ไดนิ่งไทย: ใช้ Le Du เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเข้าใจเมนูตามฤดูกาล
  • คนชอบเรื่องครอบครัวและเมืองเก่า: Nusara ถ่ายทอดความทรงจำควบคู่บริบทย่านท่าเตียน
  • นักเรียนทำอาหาร: เห็นตัวอย่างการผสมความรู้ครัว การบริหาร และไวน์
  • ผู้ประกอบการร้านอาหาร: ศึกษาการแยกคอนเซปต์หลายแบรนด์โดยไม่ทำให้ตัวตนซ้ำกัน
  • นักท่องเที่ยวสายอาหาร: เลือกร้านในเครือตามงบ เวลา และรูปแบบประสบการณ์ที่ต้องการ

การเดินทางไป Nusara และที่จอดรถ

Nusara ตั้งอยู่เลขที่ 336 ถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ ใกล้วัดโพธิ์และพระบรมมหาราชวัง เหมาะกับการเดินทางด้วย MRT สนามไชยแล้วเดินหรือต่อรถระยะสั้น ร้านไม่มีที่จอดรถหรือบริการรับรถ ผู้ขับรถสามารถใช้ที่จอดแบบเสียค่าบริการบริเวณวัดโพธิ์หรือราชนาวีสโมสร แล้วเดินต่อมายังร้าน

แผนที่ Google Maps

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านรายละเอียดร้านต้นกำเนิดแนวคิดของเชฟได้ที่ รีวิว Le Du Bangkok และถ้าต้องการรู้จักเชฟไทยอีกคนที่นำเรื่องครอบครัวมาสร้างประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่ง ลองอ่าน ประวัติ เชฟแพม พิชญา

คำถามที่พบบ่อย

เชฟต้น ธิติฏฐ์ คือใคร

เชฟไทย เจ้าของร้าน Le Du, Nusara และร้านอาหารหลายแบรนด์ เป็นทั้งผู้ประกอบการและ Certified Sommelier

เชฟต้นเรียนจบอะไร

จบเศรษฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อ MBA ด้าน Hospitality ที่ Johnson & Wales University และเรียนครัวที่ Culinary Institute of America

Le Du เปิดเมื่อไร

เชฟต้นเปิด Le Du ในปี 2013 หลังกลับจากการเรียนและทำงานในสหรัฐอเมริกา

Nusara ตั้งชื่อตามใคร

ตั้งชื่อตามคุณยายของเชฟต้นและเชฟตาม เพื่อเก็บความทรงจำเรื่องครอบครัวและอาหารไทยไว้ในประสบการณ์ของร้าน

Colorful Thai Cuisine คืออะไร

เป็นแนวคิดที่ไม่แบ่งอาหารเป็นดั้งเดิมหรือสมัยใหม่ แต่ตีความอาหารไทยอย่างเป็นส่วนตัว สนุก และเชื่อมประวัติศาสตร์กับชีวิตร่วมสมัย

สรุปประวัติ Chef Ton

เส้นทางของเชฟต้น ธิติฏฐ์ แสดงให้เห็นว่าความรู้หลายด้านสามารถเสริมกันได้ ตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ การบริหาร ครัวระดับสูง ไปจนถึงไวน์ เขาใช้ทักษะเหล่านี้สร้างร้านที่มีภาษาต่างกัน แต่ยังมีแกนร่วมคือความเชื่อในวัตถุดิบไทย ฤดูกาล และพลังของอาหารที่พาคนมานั่งร่วมโต๊ะกัน ความสำเร็จของ Le Du และ Nusara จึงเป็นทั้งเรื่องส่วนตัวของเชฟและบทหนึ่งของอาหารไทยร่วมสมัยบนเวทีโลก

กิน เที่ยว และค้นพบเรื่องราวใหม่ ๆ ไปกับ Warpdraek


You May Like